การดูแลผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้สูงอายุที่ต้องนอนพักฟื้นเป็นเวลานาน ที่นอนสำหรับผู้ป่วยติดเตียง คือหัวใจสำคัญ เพราะผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องใช้เวลาบนเตียงนานกว่า 18-24 ชั่วโมงต่อวัน หากเลือกที่นอนผิดประเภท อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงอย่าง แผลกดทับ (Pressure Ulcer) บริเวณสะโพก หลัง หรือส้นเท้า ซึ่งสร้างความเจ็บปวด รักษายาก และอาจเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การเสียชีวิต
บทความนี้จะช่วยคุณเจาะลึกวิธีเลือกที่นอนที่เหมาะสมที่สุด เพื่อลดความเสี่ยง เพิ่มความสบายให้ผู้ป่วย และช่วยแบ่งเบาภาระผู้ดูแล
สารบัญเนื้อหา
- ทำไมผู้ป่วยติดเตียงจึงเสี่ยงเกิดแผลกดทับ?
- 6 Checklist ก่อนซื้อที่นอนสำหรับผู้ป่วยติดเตียง
- ที่นอนสำหรับผู้ป่วยติดเตียงคืออะไร มีกี่ประเภท?
- ตารางเปรียบเทียบที่นอนสำหรับผู้ป่วยติดเตียง
ทำไมผู้ป่วยติดเตียงจึงเสี่ยงเกิดแผลกดทับ?
แผลกดทับ (Pressure Ulcer) เกิดจากการที่ร่างกายถูกกดทับเป็นเวลานาน ทำให้การไหลเวียนของเลือดบริเวณผิวหนังลดลง ส่งผลให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นขาดออกซิเจนและเกิดแผลในที่สุด ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน และ ผู้ป่วยอัมพฤกษ์หรืออัมพาต
จุดที่มักเกิดแผลกดทับบ่อยในผู้ป่วยติดเตียง ได้แก่
- สะโพก เพราะ เป็นจุดที่รับน้ำหนักของร่างกายมากที่สุดเมื่อผู้ป่วยนอนหงายหรือเอนตัวด้านข้าง กระดูกสะโพกอยู่ใกล้ผิวหนัง ทำให้แรงกดทับเกิดขึ้นได้ง่าย
- หลังส่วนล่าง (กระเบนเหน็บ) เพราะ เป็นจุดที่รับน้ำหนักของลำตัวโดยตรงในท่านอนหงาย อีกทั้งมีเนื้อเยื่อรองรับไม่มาก
- ส้นเท้า เพราะ เป็นส่วนที่มีชั้นไขมันรองรับค่อนข้างน้อย และกระดูกอยู่ใกล้ผิวหนัง เมื่อผู้ป่วยนอนเหยียดขาเป็นเวลานาน ส้นเท้าจะถูกกดทับกับที่นอนตลอดเวลา
- ข้อศอก เพราะ เป็นจุดที่มีผิวหนังบาง และมีแรงกดทับเมื่อผู้ป่วยนอนตะแคงหรือใช้ข้อศอกพยุงตัว
- ไหล่ เพราะ เมื่อผู้ป่วยนอนตะแคง น้ำหนักของลำตัวส่วนบนจะถูกถ่ายลงมาที่บริเวณไหล่
จุดที่เกิดแผลกดทับบ่อย มักเป็นบริเวณที่ กระดูกอยู่ใกล้ผิวหนัง รับน้ำหนักของร่างกายโดยตรง และมีเนื้อเยื่อรองรับน้อย

6 Checklist ก่อนซื้อที่นอนสำหรับผู้ป่วยติดเตียง
ก่อนตัดสินใจเลือก ที่นอนสำหรับผู้ป่วยติดเตียง ควรประเมินสภาพร่างกายของผู้ป่วยและลักษณะการใช้งานอย่างรอบคอบ
-
ผู้ป่วยสามารถพลิกตัวเองได้หรือไม่
ผู้ป่วยไม่สามารถพลิกตัวเองได้ ควรใช้ที่นอนลม หรือ ที่นอนโฟมเกรดการแพทย์ (Medical Grade) ที่สามารถป้องกันได้ในระดับ High Risk
-
ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อแผลกดทับหรือไม่
ผู้ป่วยบางกลุ่มมีความเสี่ยงต่อแผลกดทับมากกว่าปกติ เช่น ผู้ป่วยติดเตียงเป็นเวลานาน ผู้สูงอายุที่ผิวหนังบาง ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยอัมพฤกษ์หรืออัมพาต หากผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรเลือก ที่นอนกันแผลกดทับที่ช่วยกระจายน้ำหนักได้ดี เช่น ที่นอนลมแบบลอน หรือ ที่นอนโฟมป้องกันแผลกดทับระดับ High Risk
-
น้ำหนักตัวของผู้ป่วย
ที่นอนสำหรับผู้ป่วยติดเตียงควรรองรับน้ำหนักได้เพียงพอ หากที่นอนรับน้ำหนักไม่เหมาะสม อาจทำให้เกิดการยุบตัวและเพิ่มแรงกดทับ ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักมากควรเลือกที่นอนที่รองรับน้ำหนักได้สูง และมีโครงสร้างแข็งแรง
-
วัสดุของที่นอนและการระบายอากาศ
ที่นอนที่ดีควรมีคุณสมบัติ ระบายอากาศได้ดี ลดการสะสมของความชื้น ช่วยลดการอับชื้นของผิวหนัง สิ่งเหล่านี้ช่วยลดโอกาสเกิดแผลกดทับ และการระคายเคืองของผิวหนัง
-
ปลอกที่นอนและการทำความสะอาด
ผู้ป่วยติดเตียงมักต้องการการดูแลด้านสุขอนามัยเป็นพิเศษ ดังนั้นควรเลือกที่นอนที่มี ปลอกกันน้ำ ทำความสะอาดง่าย การดูแลความสะอาดของที่นอนจะช่วยลดการสะสมของเชื้อโรคและแบคทีเรีย
-
ความหนาและโครงสร้างของที่นอน
โดยทั่วไปที่นอนที่ดีควรมีความหนาประมาณ 8–15 เซนติเมตร หรือมากกว่านั้นสำหรับผู้ป่วยที่ต้องนอนเป็นเวลานาน ที่นอนที่หนาและมีโครงสร้างที่ดีจะช่วย รองรับสรีระของผู้ป่วย ลดแรงกดทับบริเวณกระดูก
ระดับของแผลกดทับ Pressure ulcer Staging

ที่นอนสำหรับผู้ป่วยติดเตียง คืออะไร มีกี่ประเภท?
ที่นอนสำหรับผู้ป่วยติดเตียง คือที่นอนที่ออกแบบมาเพื่อรองรับผู้ป่วยที่ต้องนอนพักเป็นเวลานาน โดยมีคุณสมบัติสำคัญคือ ช่วยกระจายน้ำหนักของร่างกาย และลดแรงกดทับบริเวณจุดเสี่ยง แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

1. ที่นอนโฟมป้องกันแผลกดทับ (Medical Grade Foam)
เป็นนวัตกรรมที่นิยมมากในโรงพยาบาลชั้นนำ เพราะเน้นความสบายและประสิทธิภาพที่คงที่
ข้อดี: กระจายน้ำหนักได้ดี ไม่ต้องเสียบปลั๊ก ไม่มีเสียงรบกวน ทำให้ผู้ป่วยนอนสบายกว่าที่นอนอื่นๆ ดูแลรักษาง่าย และมีอายุการใช้งานยาวนาน
ข้อเสีย: ราคาเริ่มต้นอาจสูงกว่าที่นอนลม และมีบางแบรนด์เท่านั้นที่สามารถป้องกันแผลกดทับระดับสูงได้

2. ที่นอนลมแบบลอน (Alternating Bubble Mattress)
เน้นการเปลี่ยนจุดกดทับด้วยระบบลมสลับพอง-ยุบ
ข้อดี: ช่วยลดแรงกดทับได้ดีมากสำหรับแผลระดับรุนแรง หากรั่วสามารถเปลี่ยนเฉพาะลอนได้
ข้อเสีย: ปั๊มลมต้องทำงานตลอด 24 ชม. มีค่าไฟ และเสียงรบกวน ต้องปรับแรงดันลมให้เหมาะสมกับผู้ป่วยเอง รวมถึงตัวที่นอนทำความสะอาดยากกว่า และรับน้ำหนักได้น้อย

3. ที่นอนลมแบบรังผึ้ง (Bubble Pad)
ที่นอนรุ่นเริ่มต้นที่เน้นความประหยัด
ข้อดี: ราคาถูก น้ำหนักเบา
ข้อเสีย: ประสิทธิภาพต่ำกว่าแบบลอน หากรั่วเพียงจุดเดียวต้องทิ้งทั้งผืน และมักทำความสะอาดยากเนื่องจากมีซอกหลืบเยอะ

4. ที่นอนยางพารา (Latex Mattress)
เน้นความเป็นธรรมชาติ และความทนทาน
ข้อดี: ยืดหยุ่นสูง ระบายอากาศได้ดี (ถ้าเป็นยางพาราฉีดขึ้นรูป)
ข้อเสีย: น้ำหนักมาก (ประมาณ 20-30 kg) ทำให้เคลื่อนย้ายลำบาก ทำความสะอาดยาก และหากไม่ใช่เกรดการแพทย์อาจจะ “แข็ง” เกินไปจนเกิดแรงกดทับที่จุดกระดูกได้
อ่านบทความ ที่นอนโฟมป้องกันแผลกดทับ ราคา คุ้มค่ากว่าที่นอนลม
